30 ต.ค.48 พิธีทอดกฐินประจำปี ณ วัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน

 

ความเป็นมาของการทอดกฐิน

ในครั้งพุทธกาล มีพระภิกษุชาวเมืองปาฐา จำนวน 30 รูป ได้พากันเดินทางไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ วัดเชตวันเมืองสาวัตถีเพื่อให้ทันดิถีเข้าพรรษา แต่ก็ไปไม่ทันจึงต้องพักจำพรรษาที่เมืองสาเกตุ ครั้นออกพรรษาแล้วก็รีบเดินทางไปเฝ้าพระพุทธองค์ ต้องกรำแดดกรำฝนมาตลอดทาง ทำให้จีวรผ้านุ่งห่มเปียกชุ่มผุเปื่อยลง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบถึงความลำบากของพระภิกษุดังกล่าว จึงทรงมีพุทธานุญาตให้รับผ้าที่ชาวบ้านถวายเพื่อผลัดเปลี่ยนได้เป็นครั้งแรก ประเพณีทอดกฐินหลังออกพรรษาจึงได้ปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้

ด้วยเหตุนี้ หลังจากออกพรรษาแล้วจะเป็นเทศกาล “ ทอดกฐิน ” อันเป็นการบำเพ็ญบุญที่ได้กระทำสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ที่ชาวพุทธทุกคนถือว่าเป็นมหากุศล และยังถือว่าเป็นงานบุญใหญ่ประจำปีของแต่ละวัดอีกด้วย เพราะเหตุว่า “ กฐินทาน ” นี้เป็นทานที่ยิ่งใหญ่และพิเศษกว่าทานอย่างอื่น เพราะกฐินทานนี้เป็นพุทธานุญาตโดยตรง นับเป็นทานอันเกิดจากพุทธประสงค์โดยแท้ และเป็น “ กาลทาน ” คือ แต่ละวัดจะรับกฐินได้เพียงปีละหนึ่งครั้งเท่านั้นและต้องอยู่ภายในช่วงหนึ่งเดือนหลังจากออกพรรษาเท่านั้น คือ นับตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 อีกทั้งพระภิกษุที่จะรับผ้ากฐินต้องจำพรรษาอยู่ที่วัดนั้นครบ 3 เดือนโดยไม่ขาดพรรษา และต้องมีจำนวนพระภิกษุสงฆ์ตั้งแต่ 5 รูปขึ้นไป การถวายผ้ากฐินนี้ก็มิได้จำเพาะเจาะจงพระภิกษุสงฆ์รูปใดรูปหนึ่ง จึงนับว่าเป็น “ สังฆทาน ” ที่แท้จริงและทางฝ่ายพระภิกษุ เมื่อรับผ้ากฐินแล้วต้องทำพิธี “ กรานกฐิน ” คือการตัด เย็บ ย้อมทำเป็นผ้าสบง หรือจีวร หรือสังฆาฏิ ผืนใดผืนหนึ่ง และทำพิธีมอบผ้านี้ไห้แก่พระภิกษุผู้ทรงสมณธรรมอันเยี่ยม ให้เสร็จสิ้นภายในวันเดียวกันนั้นเอง

ความหมายของคำว่า “ กฐิน ”

คำว่า “ กฐิน ” มีความหมาย คือ เป็นชื่อของกรอบไม้ หรือ สะดึง อันเป็นแม่แบบสำหรับขึงผ้าเพื่อความสะดวกในการ ปะ-ตัด-เย็บ ทำจีวร เนื่องจากในสมัยพุทธกาล การทำจีวรให้มีรูปลักษณะตามที่กำหนด กระทำได้ยากจึงต้องมีกรอปไม้สำเร็จรูป ไว้เป็นอุปกรณ์ในการทำ แม้ปัจจุบันไม่จำเป็นต้องอาศัยไม้ สะดึง เช่นนี้อีกแล้ว แต่ก็ยังคงใช้คำว่า กฐิน ตามเดิม