
ความเป็นมาของการทอดกฐิน
ในครั้งพุทธกาล มีพระภิกษุชาวเมืองปาฐา จำนวน
30 รูป ได้พากันเดินทางไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ วัดเชตวันเมืองสาวัตถีเพื่อให้ทันดิถีเข้าพรรษา
แต่ก็ไปไม่ทันจึงต้องพักจำพรรษาที่เมืองสาเกตุ ครั้นออกพรรษาแล้วก็รีบเดินทางไปเฝ้าพระพุทธองค์
ต้องกรำแดดกรำฝนมาตลอดทาง ทำให้จีวรผ้านุ่งห่มเปียกชุ่มผุเปื่อยลง
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบถึงความลำบากของพระภิกษุดังกล่าว จึงทรงมีพุทธานุญาตให้รับผ้าที่ชาวบ้านถวายเพื่อผลัดเปลี่ยนได้เป็นครั้งแรก
ประเพณีทอดกฐินหลังออกพรรษาจึงได้ปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้
ด้วยเหตุนี้ หลังจากออกพรรษาแล้วจะเป็นเทศกาล
ทอดกฐิน อันเป็นการบำเพ็ญบุญที่ได้กระทำสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล
ที่ชาวพุทธทุกคนถือว่าเป็นมหากุศล และยังถือว่าเป็นงานบุญใหญ่ประจำปีของแต่ละวัดอีกด้วย
เพราะเหตุว่า กฐินทาน นี้เป็นทานที่ยิ่งใหญ่และพิเศษกว่าทานอย่างอื่น
เพราะกฐินทานนี้เป็นพุทธานุญาตโดยตรง นับเป็นทานอันเกิดจากพุทธประสงค์โดยแท้
และเป็น กาลทาน คือ
แต่ละวัดจะรับกฐินได้เพียงปีละหนึ่งครั้งเท่านั้นและต้องอยู่ภายในช่วงหนึ่งเดือนหลังจากออกพรรษาเท่านั้น
คือ นับตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12
อีกทั้งพระภิกษุที่จะรับผ้ากฐินต้องจำพรรษาอยู่ที่วัดนั้นครบ 3
เดือนโดยไม่ขาดพรรษา และต้องมีจำนวนพระภิกษุสงฆ์ตั้งแต่ 5 รูปขึ้นไป
การถวายผ้ากฐินนี้ก็มิได้จำเพาะเจาะจงพระภิกษุสงฆ์รูปใดรูปหนึ่ง
จึงนับว่าเป็น สังฆทาน ที่แท้จริงและทางฝ่ายพระภิกษุ
เมื่อรับผ้ากฐินแล้วต้องทำพิธี กรานกฐิน คือการตัด เย็บ ย้อมทำเป็นผ้าสบง
หรือจีวร หรือสังฆาฏิ ผืนใดผืนหนึ่ง และทำพิธีมอบผ้านี้ไห้แก่พระภิกษุผู้ทรงสมณธรรมอันเยี่ยม
ให้เสร็จสิ้นภายในวันเดียวกันนั้นเอง
ความหมายของคำว่า กฐิน
คำว่า กฐิน มีความหมาย คือ เป็นชื่อของกรอบไม้
หรือ สะดึง อันเป็นแม่แบบสำหรับขึงผ้าเพื่อความสะดวกในการ
ปะ-ตัด-เย็บ ทำจีวร เนื่องจากในสมัยพุทธกาล การทำจีวรให้มีรูปลักษณะตามที่กำหนด
กระทำได้ยากจึงต้องมีกรอปไม้สำเร็จรูป ไว้เป็นอุปกรณ์ในการทำ
แม้ปัจจุบันไม่จำเป็นต้องอาศัยไม้ สะดึง เช่นนี้อีกแล้ว แต่ก็ยังคงใช้คำว่า กฐิน ตามเดิม

