ข่าวของเรา - ในประเทศ

บ้านใหม่ให้เสือ
(ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย 20 สิงหาคม 2547)

"การช่วยเหลือชีวิต เป็นกิจของสงฆ์" ถ้อยคำแสดงความหนักแน่น และเจนแจ้งในจิตจำนงจาก พระอาจารย์ภูสิต (จันทร์) ขันติธโร เจ้าอาวาสวัดป่าหลวงตามหาบัวญาณสัมปันโน จ. กาญจนบุรี ให้ความกระจ่างถึงสาเหตุที่เลี้ยงเสือไว้ในวัดได้เป็นอย่างดี ซึ่งเสือดังกล่าวจัดอยู่ในส่วนหนึ่งของโครงการบ้านใหม่ให้เสือ รับผิดชอบโดย มูลนิธิวัดป่าหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน จ.กาญจนบุรี

เมื่อไม่นานมานี้ แอนนิมอล แพลนเน็ต ได้เชิญผู้สื่อข่าวทั้งไทยและต่างประเทศ เดินทางไปยังวัดป่าวหลวงตามหาบัวญาณสัมปันโน เพื่อแนะนำสารคดีเรื่อง "Temple of The Tiger" สารคดีที่ถ่ายทอดเรื่องราวของพระ 10 รูปของวัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน ที่ต้องทำหน้าที่ปกป้องเสือที่ได้รับบาดเจ็บจาการถูกล่าและเลี้ยงดูลูกเสือ พบการทำงานพระที่ทุ่มเททั้งแรงกายและกำลังใจ จนเกิดเป็นความรักและผูกพันระหว่างเสือกับพระ โดย Temple of The Tigers จะออกอากาศพร้อมกันทั่วโลกโดยในเดือน กันยายน 2547

พระอาจารย์ภูสิตได้เล่าถึงสัตว์ป่าที่มาอาศัยวัดแห่งนี้ว่า เป็นการช่วยเหลือโดยที่ไม่ได้ขวนขวายสัตว์ทั้งหลายเข้ามาเอง และด้วยสภาพความเป็นป่าที่อยู่โดยรอบวัด ทำให้มีสัตว์ป่าต่างๆ มาหาอาหาร ซึ่งทางวัดก็รับผิดชอบทั้งส่วนเสือ 2 ตัวแรกได้มาจากะเหรี่ยงสองคนทางวัดก็รับไว้ดูแล

เราก็ต่างเรียนรู้กันและกันเลี้ยงแบบใช้ภาษากาย เช่น เวลาเสือโมโห หูจะไปข้างหน้า เราก็ได้อาศัยนั่งสมาธิพอสมควรแรกๆ ต้องการช่วยชีวิตมัน แต่เมื่อมีเยอะเข้าทั้งคน ทั้งสัตว์เราก็พลาดไม่ได้ เมื่อพลาดไม่ได้ ก็ต้องเปิดตำรับตำราเปิดพระไตรปิฏก เพราะเสือเป็นสัตว์ใหญ่ชนิดหนึ่งที่สร้างบารมีในพระพุทธศาสนาอย่างในพระเวสสันดรชาดก เทวดายังแปลงเป็นเสือเพื่อกักนางมัทรีไม่ให้ขวางการให้ทานของพระเวสสันดร ในพระพุทธศาสนามี 5 ชนิด คือ ช้าง เสือ ม้า วัว ควาย ส่วนใครจะว่าอย่างไรก็แล้วแต่เขา เมื่อมาดูความจริงแล้วมันเป็นอย่างนี้ จะให้ทำอย่างไร เรามีแต่ความจริงมาคุย มาดูเอามาพิสูจน์เอา"

สำหรับโครงการ "บ้านใหม่ให้เสือ" นายแพทย์สมศักดิ์ วัฒนศรี ประธานกรรมการมูลนิธิ เปิดเผยว่า เป็นเพราะปัจจุบันธรรมชาติเปลี่ยนแปงไปในทางเสื่อมจาการกระทำของมนุษย์ ทั้งกานตัดไม้ทำลายป่า และการล่าสัตว์ป่า เพื่อนำทรัยยากรมาใช้

สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญด้านการอยู่รอดของเสือในอีกหลายล้านปีข้างหน้า เพราะเสือที่จะสามารถอยู่รอดได้ต้องมี DNA เหมือนบรรพบุรุษ ซึ่งพันธุ์ที่มีอยู่ในไทยเหมือนกับบรรพบุรุษที่สุด ดังนั้น ไม่สำคัญเพียงแค่ไทยแต่เป็นสมบัติของโลกที่จะต้องอนุรักษ์ไว้ไม่ให้สูญพันธุ์ไป ซึ่งจะดำเนินการสำหรับเสือรุ่นต่อไปสำหรับเสือรุ่นนี้ไม่สามารปล่อยคืนสู่ป่าได้เพราะเหตุผล 3 ประการคือ สูญเสียการฝึกฝนจากแม่ ปีครึ่งถึง 2 ปี แต่ไม่สูญเสียสัญชาตญาณการเป็นผู้ล่า สองเป็นเสือที่เชื่องเพราะพระเลี้ยงเมื่อปล่อยไปหากเสือเข้าไปในหมู่บ้านก็จะถูกฆ่าและเรื่องของการค้าเสือในตลาดมืด ขณะนี้เสือมีราคาไม่ต่ำกว่าแสนถ้าแปลเป็นเงินข้านอกจะตกราว 5-6 ล้านบาท

ดังนั้นเสือรุ่นนี้จึงจำเป็นต้องอยู่ที่นี่เพื่อเลี้ยงดูเขา ทางมูลนิธิจึงสร้าง "เกาะเสือ" หรือโครงการสร้างบ้านให้เสือ โดยจะมีสถานที่ดูพฤติกรรมเสือ ชั้นบนจะเป็นสถานที่วิจัยข้างล่างเป็นถ้ำสำหรับให้เสืออาศัยอยู่

ด้าน นายสัตวแพทย์สมชัย วิเศษมงคลชัย กรรมการมูลนิธิ และผู้ดูแลเสือที่แต่งตั้งโดยกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืชเสริมในส่วนนี้ว่า จำนวนเสือทั้ง 13 ตัว ที่อยู่ในวัดเป็นเสือพันธุ์แท้ที่มีถิ่นกำเนิดในไทย ประเทศไทยเป็นจุดศูนย์กลาง

"รัฐบาลได้ให้การสนับสนุนโครงการเป็นอย่างดี โดยมีการทำรายละเอียดต่างๆ สมัย รมต.ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ มีการทำจดหมายแจ้งโครงการ และได้รับการสนับสนุนตำรวจป่าไม้มาตรวจเยี่ยมประจำโดยมีการทำจดหมายรับรองว่าที่นี่ถือเป็นที่ๆ ทางการับรู้หมดแล้ว เป็นความชัดเจนว่า ท่านเจ้าอาวาสได้มอบที่ของวัด 438 ไร่ คือความเหมาะสมเป็นเหตุผลหนึ่ง เหตุผลที่สอง คือมีสัตวแพทย์ดูแลและมีทีมที่ต่อมาตั้งเป็นมูลนิธิวัดป่าหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน รับช่วงต่อ ในฐานะที่จะต้องเกี่ยวข้องในระดับนานาชาติ ซึ่งทั้งกรมอุทยานฯ จะมีความใกล้ชิดกับมูลนิธิ ถือว่าเป็นการดำเนินการอย่างชัดเจน"

ขณะนี้ทางมูลนิธิได้รับความช่วยเหลือจากนานาชาติอยู่บ้าง เมื่อโครงการสำเร็จคาดว่าศูนย์เรียนรู้แห่งนี้จะเป็นศูนย์ช่วยชีวิตเสือและสัตว์ป่า เป็นศูนย์ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเสือและเพาะพันธุ์เสือเพื่อคืนสู่ป่าในอนาคตอีกทั้งยังเป็นศูนย์ที่ให้การศึกษาแก่นักท่องเที่ยว พัฒนาเป็นท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่จะทำให้เกิดจิตสำนึกในการอนุรักษ์ธรรมชาติและสัตว์ป่า นี่คือสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ ซึ่งเป็นผลดีแก่ประเทศและจังหวัดกาญจนบุรี ให้เป็นที่รู้จัก ผลที่ตามมา สร้างงานสร้างอาชีพให้แก่ชาวบ้าน นำรายได้กระจายสู่ท้องถิ่นชื่อเสียงถือเป็นงานระดับโลก ไม่ใช่ประดับประเทศ

ในท้ายที่สุดพระอาจารย์ภูสิตได้ให้แง่คิดเกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันในฐานะเพื่อนร่วมโลกว่า

"ทุกคนอยู่ด้วยกันโดยสันติ ไม่ว่าคนหรือสัตว์ ทุกชีวิตถ้ามีเลือดสีแดงแล้วไม่จำเป็นต้องแบ่งชาติ ชั้นวรรณะ ถ้าเราแบ่งใจให้กัน ศึกษาชีวิต ความเป็นมาของเขา รู้ถึงปัญหาของเขาแล้ว ช่วยเหลือกันได้ เพราะเราคือผู้ที่อยู่ร่วมกันในโลกใบนี้"