"
. ยกนิทานอย่างนกกระเรียน
. พระอรหันต์องค์หนึ่ง เขานิมนต์ไปฉันในบ้านเขาเป็นประจำ ท่านก็อุตส่าห์เมตตาสงสารรับให้ ทั้งๆ ที่ท่านเป็นพระอรหันต์นั่นละ ไปฉันทุกวันๆ เจ้าของบ้านเป็นนายช่างแก้ว พอดีเขาเอาแก้วมามอบให้ แก้วมาจากเสนาบดีนะไม่ใช่เล่นๆ แล้วมือก็เปื้อนด้วยเลือดเพราะกำลังทำอาหารอยู่ ก็เอามือทั้งเปื้อนๆ นั่นละไปรับแก้วจากเขา
เวลานั้นลูกร้องไห้อยู่ภายในบ้าน เลยวางแก้วไว้บนเขียงแล้ววิ่งไปหาลูก
นกกระเรียนตัวหนึ่งที่เลี้ยงไว้ มันเห็นแก้วเปื้อนเลือด นึกว่าชิ้นเนื้อ เลยมาคาบแก้วนั้นกลืนกิน พระอรหันต์องค์นั้นท่านก็ดูอยู่ โอ ตายๆ แล้วที่นี่ ก็ท่านทราบชัดแล้ว ตายละที่นี่
พอเขาออกมาเขาก็ถามหาแก้ว แก้ววางไว้ที่นี่หายไปไหน ท่านจะบอกก็ลำบาก ถามท่านว่าท่านเอาไปเหรอ ท่านก็บอกท่านไม่ได้เอา ถ้าท่านไม่เอาแล้วใครจะเอา ถ้าจะบอกว่านกกระเรียนเอาเขาก็จะฆ่านกกระเรียน เลยนิ่งเสีย เขาโกรธแค้นมากทีเดียว เอาเชือกมารัดคอพระอรหันต์องค์นั้นจนเลือดทะลักออก
นี่ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องเมียกับผัว เมียเป็นคนเคารพเลื่อมใสมากที่สุด แล้วไปพูดกระซิบกับเมียว่าแก้วที่เอาวางไว้บนเขียงนี้หายไปไม่ทราบไปไหน สงสัยว่าจะเป็นพระองค์นี้เอา ทางเมียก็ว่าท่านไม่เอาอย่างเด็ดขาด เราตายหมดครอบครัวนี้ก็ยอมตายไปเถอะ แต่จะให้ท่านเอานั้นท่านไม่มีละ จะไปหาเรื่องใส่ท่านไม่ได้ ตกหายไปไหนก็ช่างเถอะ
เมียบอกเท่าไรก็ไม่ยอมฟังเสียง บอกว่าท่านไม่ได้เอา เมียยืนยันรับรองว่าไม่ได้เอา ผัวก็ผลุนผลันออกมาด้วยความโกรธแค้น เอาเชือกมารัดคอท่านท่านก็ไม่ว่าอะไร ถามท่านว่าท่านเอาหรือ ท่านก็บอกไม่ได้เอา เมียก็ร้องไห้อยู่ข้างใน ถ้าท่านไม่เอาใครเอาไป ถ้าบอกว่านกกระเรียนเขาก็จะฆ่านกกระเรียน ก็ลำบากอยู่ ด้วยความโมโหสุดขีดก็เลยเอาเชือกมารัดคอท่าน เลือดท่านทะลักออกมาจากคอตกออกมาข้างนอก พอดีนกกระเรียนเห็นเลือดที่ตกไปก็มาโฉบเอาเลือดนั้น เขากำลังโกรธแค้นอย่างสุดขีด เลยเตะนกกระเรียนตกไปนู้น พอเตะตกไปแล้วนกก็ชัก ชักแล้วก็เงียบ
พระอรหันต์องค์นั้นท่านดูอยู่ ท่านเลยทำมือให้สัญญาณ อะไร เขากำลังโมโห ทำอะไร ว่างั้น อยากทราบนกกระเรียนตายแล้วยัง ตายไม่ตายจะเป็นไร มึงอยากตายเหมือนนกกระเรียนหรือ เดี๋ยว .. อาตมาอยากจะทราบว่านกกระเรียนตายแล้วหรือยัง เขาก็จับนกกระเรียนมาโยนลงตูม นี่ตายไม่ตายก็ดูเอา มึงก็จะตายอย่างนี้แหละ.. ว่างั้น
ท่านก็จับนกกระเรียนดู โอ๋ ตายแน่แล้ว ท่านก็เลยบอก
เอาละทีนี้อาตมาจะพูด แก้วของคุณนั้น.. นกกระเรียนตัวนี้โฉบกลืนเข้าไปในท้องมันแล้ว ให้คุณผ่าดูจะได้เห็นแก้วนี้ พอผ่าดูก็จริงๆ แก้วอยู่ที่นั่น เลยร้องไห้โฮ ส่วนเมียร้องไห้อยู่แล้วข้างใน
ออกจากนั้นท่านก็เลยว่า ตั้งแต่นี้ต่อไปเราจะไม่เข้าหลังคาเรือนใดเลย บิณฑบาตก็จะไปนอกหลังคาเรือน ไม่เข้าไปสู่ชายคาเลย เพราะโลกได้รับความเสียหายเพราะเรา จะเป็นความเผลอหรืออะไรก็ไม่รู้ แต่นี้ต่อไปเราจะบิณฑบาตไปตามแถวแนวธรรมดาเขา เขาใส่ไม่ใส่ก็ไม่เข้าหลังคาเรือน ส่วนนิมนต์ไปฉันบ้านนั้นบ้านนี้ ท่านตัดขาดตั้งแต่วันนั้นตลอดไปเลย
ทีนี้เรื่องราวก็กระเทือนไปถึงพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็รับสั่งออกมาเลยว่ามี ๓ ประเภท เข้ากันกับคน ๓ คนนั้นแหละ เมีย ผัว และ พระอรหันต์ ..
ผู้ทำบาปตายแล้วตกนรก ( นิรยํ ปาปกมฺมิโน) คือผู้ชายคนนี้ ผู้เอาเชือกรัดคอพระอรหันต์ท่าน ตายแล้วตกนรก
ผู้ทำบุญตายแล้วไปสวรรค์ ( สคฺคํ สุคติโน ยนฺติ) คือเมียของแก เมียแกพูดรับรอง ตายก็ขอตายแทนท่านเลย จะไปฆ่าท่านไม่ได้ ตายหมดครัวเรือนก็ยอมตาย ถึงขนาดนั้นแหละเมีย เสียใจ ผัวไม่ฟังยังจะฆ่าพระอรหันต์ เอาเชือกรัดคอ เมียร้องไห้อยู่ข้างใน นี่ละผู้ทำบุญไปสวรรค์
ผู้สิ้นกิเลสแล้วไปนิพพาน ( ปรินิพฺพนฺติ อนาสวา) คือพระอรหันต์องค์นั้น นี่ท่านแสดงไว้ พอผางก็เป็นอย่างว่าเลย พระพุทธเจ้ารับสั่งไว้
พวกเราให้รู้จักว่าบาปเป็นบาป บุญเป็นบุญ สวรรค์เป็นสวรรค์ นรกเป็นนรก นิพพานเป็นนิพพาน ผู้ทำความชั่วไปนรก ผู้ทำความดีไปสวรรค์ ผู้สิ้นกิเลสแล้วไปนิพพาน อย่างที่ท่านแสดงไว้นั้น ทั้งสามนี้อยู่กับเราคนเดียว เราจะเลือกเอาอะไรก็ให้เลือกเสีย ตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่นี้ ถ้าทำบาปตายแล้วก็ลงนรกอย่างว่า ผู้ที่ทำบุญตายแล้วไปสวรรค์ ผู้สิ้นกิเลสตายแล้วไปนิพพาน ท่านแสดงไว้อย่างนี้ นี้อยู่กับเราด้วยกันทุกคน ทำบาปลงนรกก็คือเรา ทำบุญ ไปสวรรค์ก็คือเรา ชำระกิเลสขาดจากใจหมดโดยสิ้นเชิงแล้วไปนิพพานก็คือเรา ให้พากันนำไปปฏิบัติต่อตนเองทุกคน
."
โปรดติดตาม .. พระธรรมเทศนา ของหลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ได้ที่ www luangta.com
Radio..FM 103.25 Mhz.
& FM 93.25 Mhz.