ในครั้งพุทธกาล ครั้งหนึ่งภิกษุชาวเมืองปาฐาประมาณ 30
รูป ถือธุดงควัตรอย่างยิ่งยวด มีความประสงค์จะเฝ้า พ ระพุทธเจ้า
ซึ่งขณะนั้นประทับอยู่กรุงสาวัตถี จึงพากันเดินทางไป พอไปถึงเมืองสาเกตก็เป็นวันเข้าพรรษาพอดี
จึงต้องจำพรรษาอยู่ที่นั่นตามพระวินัย ครั้นออกพรรษาปวารณาแล้วก็รีบเดินทางไปเฝ้า
ระหว่างทางฝนตก หนทางเป็นโคลนตม ต้องบุกลุยไปจนถึงกรุงสาวัตถี ได้รับความลำบากมาก
ครั้นได้เฝ้าแล้ว พระพุทธองค์ทรงมีปฏิสันถารถึงเรื่องจำพรรษาและการ
เดินทาง ภิกษุเหล่านั้นก็ได้ทูลถึงความตั้งใจที่จะมาเฝ้า
และความยากลำบากในการเดินทางให้ทรงทราบ พระพุทธเจ้าจึงทรงมีพระพุทธานุญาตให้พระภิกษุผู้จำพรรษาครบถ้วนแล้วกรานกฐินได้ (กรานกฐิน
เป็นพิธีฝ่ายภิกษุที่ได้รับมอบผ้ากฐิน แล้วนำผ้าที่ได้ไปตัดเย็บย้อมทำเป็นจีวรผืนใดผืนหนึ่ง)
และจะได้รับอานิสงส์จากพระวินัยบางข้อ
ซึ่งแต่เดิมนั้นพระภิกษุสงฆ์ต้องไปหาผ้าเก่าที่เขาทิ้งแล้ว
หรือผ้าบังสุกุลมาตัดเย็บจีวร ไม่สามารถรับโดยตรงจากผู้มีจิตศรัทธาถวายได้ ดังนั้นเมื่อพระพุทธเจ้าอนุญาต
ชาวบ้านที่อยากทำบุญถวายผ้าให้พระได้ตัดจีวรใหม่ก็ย่อมทำได้ ไม่ต้องไปแกล้งทิ้งผ้าตามทางที่พระผ่านเสมือนว่าเป็นผ้าเก่าเหมือนสมัยแรก
ๆ ที่ยังไม่อนุญาต การถวายผ้าแด่พระดังกล่าว จึงกลายมาเป็นประเพณีทอดกฐินต่อมา
คำว่า กฐิน นั้น มีความหมายถึง เป็นชื่อของกรอบไม้ อันเป็นแม่แบบสำหรับทำจีวรที่อาจเรียกว่า
สะดึง เนื่องจากสมัยพุทธกาลการทำจีวรให้มีลักษณะตามกำหนดกระทำได้โดยยาก จึงต้องทำกรอบไม้สำเร็จรูปไว้ให้เป็นอุปกรณ์ในการทำสบง
(ผ้านุ่ง) หรือ จีวร (ผ้าห่ม) หรือ ผ้าห่มซ้อน
(สังฆาฏิ)
ประเพณีทอดกฐิน คือ
การทำบุญ ถวายผ้ากฐิน หรือที่เรียกกันติดปากว่า ทอดกฐิน ก็คือการทอดหรือวางผ้าลงไปแล้วกล่าวคำถวาย
ผ้า กฐินในท่ามกลางสงฆ์ เพื่อให้สงฆ์ทำเป็นสบง (ผ้านุ่ง) หรือ จีวร
(ผ้าห่ม) หรือ ผ้าห่มซ้อน (สังฆาฏิ) ผืนใดผืนหนึ่งก็ได้ และ มี
ข้อกำหนด หลายอย่าง กล่าวคือ
- เป็นการทำบุญ ที่มีช่วง
เวลา จำกัด เพียงปีละ หนึ่งครั้ง
คือภายใน 1 เดือน หลังจากวันออกพรรษา คือ ตั้งแต่ วันแรม
1 ค่ำเดือน 11 จนถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 หรือ ตั้งแต่
วันตักบาตรเทโวฯ จนถึงวันลอยกระทง เป็นช่วงเวลาที่เรียกว่า
เทศกาลกฐิน ซึ่งในปีนี้จะตรงกับวันที่ 8 ตุลาคมถึงวันที่
5 พฤศจิกายน
- วัดที่จะรับกฐินได้ตามพระไตรปิฎกจะต้องมีพระสงฆ์ตั้งแต่ 4
รูปขึ้นไป
- พระที่จะมีสิทธิรับกฐิน ได้จะ ต้องจำพรรษาในวัดนั้น ๆ ครบ
3 เดือน
- พระ สงฆ์จะต้องสวดประกาศขอรับความเห็นชอบจากที่ประชุมสงฆ์ในการมอบผ้ากฐินให้แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง
- และวัดที่ไปทอด ต้องเกิดจากศรัทธาญาติโยมกำหนดกันเอง มิใช่การร้องขอจากวัดนั้น
ๆ ไม่ว่าทางวาจาหรือหนังสือเพราะถือว่าผิดวินัยและเป็นโมฆะ
และด้วยข้อกำหนดดังกล่าวนี้เองที่ทำให้การทอดกฐินมี อานิสงส์หรือ
เป็นมหากุศล เกิดแก่ผู้ทำ
( เพราะ ในสมัยก่อนพระยังต้องหาผ้ามาตัดจีวรเอง ) จึง ถือว่าได้สงเคราะห์พระสงฆ์ที่ได้ปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่ในช่วงเข้าพรรษาให้ได้ผ้านุ่งห่มใหม่
และกระ ทำ ตามข้อ กำหนด และใน เวลาที่จำกัด อันเป็นลักษณะพิเศษไม่เหมือนการทำบุญทั่วไป
ดังนั้นจิตใจของผู้ทำบุญจึงอิ่มเอิบด้วยเกิดกุศลจิต อีกทั้งยังถือเป็นการทำนุบำรุงพุทธศาสนา
และก่อให้เกิดสามัคคีธรรมในการร่วมกันประกอบคุณงามความดี และมีส่วนได้ช่วยบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอาราม
เป็นการ รักษาศาสนสถาน ศาสนวัตถุ และศาสนประเพณี ให้ยั่งยืนสืบต่อไป