หลวงตาพระมหาบัวฯ เล่าเรื่อง “ คนขี่เสือ”

เมื่อค่ำวันที่ ๑๔ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘ ( ณ สวนแสงธรรม )

“ .....พอเล่าเรื่องนี้มันก็ไปเข้ากับอีตาคนหนึ่งเขาอยู่บ้านมาย เป็นดงใหญ่นะ ทางอำเภอม่วงหรืออะไร บ้านม่วงหรืออะไรทางโน้นเข้าไปลึกๆ เป็นดงใหญ่ ตาคนนี้แกเรียนวิชาขี่เสือนะ ที่ผาแดงก็มีคนหนึ่งขี่เสือได้ ขี่เสือได้ทั้งนั้นแหละ เสือป่านะ วิชาแบบเดียวกัน ไอ้คนนั้นที่ได้ทราบชัดก็คือคนนั้นละ เขาเคยขี่เสือมาแล้ว ตอนนั้นท่านวัน ( พระอาจารย์วัน ) ท่านไปพักภาวนาอยู่ที่นั่น แกก็มาอุปถัมภ์อุปัฏฐากพระอยู่ในวัดนั้น เขาร่ำลือว่าแกขี่เสือเก่ง แกขี่เสือได้ทั้งนั้นแหละ เขาร่ำลือ ทีนี้จึงได้ถามแก นี่ละมันถึงรู้ความชัดเจนนะ ถามแก แกก็ยอมรับว่าแกขี่เสือจริงๆ ก็เลยถามซักไปเลยละทีนี้ ได้วิชามาอย่างไรถึงได้ขี่เสือ เขาบอกเขาไปเรียนวิชากับพวกโซ่พวกข่าอยู่ฝั่งลาวนู่น เขาไปเรียนวิชาขี่เสือ

อีตาคนนี้แกเล่าให้ฟังละเอียดละออมากทีเดียว เพราะแกเป็นนักขี่เสือมาแล้ว แกก็มาปฏิบัติวัดอยู่ที่นี่ เพราะฉะนั้นถึงได้ซักกันละเอียดลออ รู้เรื่องหมดว่าขี่เสือจริงๆ สมกับที่เขาเล่าลือกันทั้งบ้าน คือการขี่เสือเขาห้ามไม่ให้คนทัก ร้องกรี๊ดก้ากนี้ไม่ได้เสือตบคน ถ้าเห็นก็ให้เห็นเฉยๆ ขี่ไปเขาก็ไปธรรมดา ถ้าไปร้องกรี๊ดก้ากคนขี่เสือ เขาตบคนเขาไป โดดหนีเลย แกข้ามไปฝั่งข้างนู้น ไปด้วยกันสี่คน ไปเรียนวิชาขี่เสือ ไปหาครูบอกความมุ่งหมายเขาทราบทุกอย่างแล้ว เขาก็รับละรับเป็นลูกศิษย์ ประสิทธิประสาทวิชาขี่เสือให้ ถึงเวลาแล้วก็นัดกันไปในป่า

อีตาคนนี้แกเล่าให้ฟัง แกได้วิชาขี่เสือมานี่ ไปสี่คนด้วยกัน พอไปนั่งเขาก็ยกครูของเขา ดูเขาทำพิธีของเขา พวกเราสี่คนดูเขานั่งทำพิธี เขาร่ายมนต์อะไรก็ไม่รู้แหละ มนต์เรียกเสือนั้นแหละ พอทำพิธีเสร็จแล้วมานั่งไม่นาน เดี๋ยวเสือมาแล้ว เสือโคร่งนะ ดุ่มๆ มา มานอนอยู่ตรงนั้น เหมือนสัตว์บ้านนะ ไม่ได้กลัวคน คือถ้าเสือตัวไหนอยู่ใกล้จะมาถึงก่อน ที่เขาไปวันแรกเขาว่าเสือมาตั้งสี่ตัว แถวนั้นมีเสือสี่ตัว เขาร่ายมนต์ ถ้าอยู่ในวงวิชาเขาเรียกถึงมาหมดนั่นแหละ

ตัวไหนมาก็มานอนเอ๊ะลงเลย เหมือนสัตว์บ้านนะ เหมือนไม่รู้ภาษีภาษา ไม่น่ากลัว มองเห็นคนก็เฉย เหมือนสัตว์บ้าน มองเห็นเขากลัวแล้วทีนี่ พอมองเห็นเสือทางนี้นั่งกลัวตัวสั่นอยู่แล้ว นั่งอยู่กับครูนะ ตัวสั่นแล้ว โถ มองดูตัวไหนมีแต่ตัวใหญ่ๆ จะไปขี่มันได้อย่างไร มองเห็นตัวแล้ว พอมาครบแล้วครูเขาก็บอกทีนี้นะ เขาร่ายมนต์ มันมาแล้วก็ให้คนนี้ไปขี่ตัวนี้มาหาครู นอนอยู่ตามนั้น ให้ไปขี่เสือนี้มา บอกคนไหนก็ไปไม่ได้เลย คนไหนก็ไปไม่ได้ ตัวสั่นอยู่นั้นแล้ว ถึงสามคนไปไม่ได้สักคนเดียว

แกบอกว่าแกสละชีวิตนะ แกว่านะ ที่ได้วิชาขี่เสือมานี้ คือแกว่าแกเชื่อครู เอาตายก็ตาย ถ้าครูไม่เก่งจะเรียกเสือมานอนอยู่อย่างนี้ไม่ได้ ครูเก่งเรียกเสือมา ทีนี้ครูบอกให้ไปขี่เสือต้องขี่ได้ ไม่เป็นอันตราย ไปทีแรก อู๊ย ไม่ทราบว่าอ่อนว่าแข็ง ร่างกายก้าวขาไม่ออก บังคับไป เรียกว่าไปสละตายกับเสือเลย ไม่ได้ว่าไปมีชีวิตอยู่นะ บอกว่าไปสละตายกับเสือ ถึงเสือแล้วเสือจะกินก็ยอม คนที่สี่นี่ที่แกได้วิชามา พอไปถึงเสือก็นอนอยู่ก็ขึ้นบนหลังเสือ อู๊ย มันอ่อนหมดนะ แกว่าอย่างนั้นนะ ยังเหลือแต่ลมหายใจ กลัวขนาดนั้นล่ะ แกเชื่อครู ถ้าครูไม่เก่งเรียกเสือมาอย่างนี้ไม่ได้ นี่คนที่สี่ คนพวกนั้นไม่ยอมไปเลย

ไปขี่เสือตัวนี้มานี้ มาอยู่หน้าครูนี้ แล้วไปขี่ตัวนั้นมา ทีแรกมันเหลือแต่ลมหายใจ แกว่า พอตัวที่สองเข้าไปนี้รู้สึกใจค่อยฟื้นขึ้นมา ความกลัวไม่ค่อยกลัวมากเหมือนตัวแรก ไปขี่ตัวนั้นมามาลงที่นี่แล้ว เอาขี่ตัวนั้นมา ทีนี้ค่อยกล้าขึ้นๆ แกว่านะ ขึ้นไปขี่ตัวนั้น ตัวนั้นก็มานอน วันนี้เอาเท่านี่ก่อน วิชาเอาแค่นี้ก่อน ถามผู้ที่แกไปขี่เสือ เป็นอย่างไรหาญขึ้นหรือยัง หาญแล้ว ให้ขี่เสืออีกได้ไหม ได้ ว่าอย่างนั้นนะ พวกสามคนนี่เรียกว่าตายทั้งเป็นแล้วแหละ มันไม่ได้เรื่อง ก็เลยเอาคนนี้ละไปคนที่ขี่เสือได้นี่ไป สองคนเท่านั้นแหละ ให้ครูนั่งอยู่นี้ ให้ลูกศิษย์คนนี้ไปนั่งอยู่ที่ศาลา ให้แกไปร่ายมนต์เรียกเสือมาหาแกเอง แล้วร่ายมนต์เรียกเสือมาแล้วให้แกขี่เสือตัวนั้นมาหาครูเอง

เขาทดลองเป็นขั้นๆ นะ ขั้นแรกก็เอาอย่างนี้เสียก่อน พอขั้นที่สองไปอยู่ที่นู่นแล้วให้ไปร่ายมนต์เองเรียกเสือมา เสือมาแล้วก็ให้ขี่เสือนั้นมาหาครู ไปก็ร่ายมนต์ เสือก็มาจริงๆ คราวนี้ไม่ค่อยกลัว พอเสือมาก็ขึ้นขี่เสือแล้วก็มาหาครู เป็นอย่างไรกล้าหาญหรือยัง กล้าหาญแล้ว ถ้าสมมุติว่าให้ไปทำคนเดียวได้ไหม จนกระทั่งเขารับรองว่าทำได้แล้วครูก็ปล่อย ให้ไปทำคนเดียว ทำได้สบายเลย จากนั้นมาเห็นเสือเหมือนกับหมา เขาว่าอย่างนั้น เขาไม่ได้กลัว แล้วขี่เสือตั้งแต่นั้นมา นี่ที่เขาร่ำลือว่าขี่เสือขี่จริงๆ แกว่าอย่างนั้น

แต่เสือนี้มันมีความรู้สึกอันหนึ่ง กับครูคนนั้นก็แบบเดียวกัน มันไม่ใช่หูใช่ตาที่เห็นที่ได้ยินที่ให้รับทราบว่ามีคนมาข้างหน้า ว่าอย่างนั้นนะ เพราะฉะนั้นเสือกับคนถึงไม่ได้เจอกันง่ายๆ เวลาร่ายมนต์มาแล้วขี่เสือ ขี่ไปตามด่านในดงนะ พอไปถึงที่ใดที่หนึ่งแล้วเสือมันจะมีลักษณะฝืนๆ กระดุกกระดิกจะออกนอกทาง หนี แสดงว่าคนมาข้างหน้า ว่าอย่างนั้นนะ เราตบไว้มันก็ไม่อยู่ มันอยากไป พอปล่อยนี้ปุ๊บเข้าป่า สักเดี๋ยวเห็นคนมา ถ้าเป็นคนธรรมดามีเพื่อนมีฝูงอาจจะคุยจะอะไรกันไม่รักษากิริยา มันอาจรู้ก็ได้ แต่ที่สำคัญก็คือว่านายพราน นายพรานเขาก็มาทางนู้น มาอย่างเงียบๆ ธรรมดานายพรานเขาต้องด้อม ต้องมองมา รักษาทุกอย่างไม่ให้มีเสียงดัง ทางนี้รู้แล้วนี่

พอไปถึงข้างหน้านี้เขาจะกระดุกกระดิกๆ นี่คนจะมาข้างหน้าแล้วนี่ ทางนี้ก็รู้ พอปล่อยปั๊บสักเดี๋ยวไปโผล่เจอพราน เจอพรานด้วยกัน แน่ะเป็นอย่างนั้น พรานไม่รู้ว่าคนนี้ขี่เสือมานะ ปล่อยเสือ เสือเข้าป่าแล้ว เดินไปก็ไปเจอกัน อย่างนี้ทั้งนั้นว่าอย่างนั้น มันคงมีความรู้อันหนึ่งที่จะให้หูได้ยินนี้มันเป็นไปไม่ได้ นายพรานเขาเบามากทีเดียว เขาด้อมยิงสัตว์ อันนี้รู้ทั้งนั้น ถ้าเป็นคนคุยกันมาสองคนสามคน ถึงไม่คุยก็ตามมันก็มีแง่ที่จะเข้าใจได้ว่าเสียงมันดัง แต่ที่นายพรานเขาด้อมไปหายิ่งสัตว์นี่ซิ เขาด้อมมาแท้ๆ ทางนี้ดุกดิกๆ แล้วดิ้นแล้ว พอปล่อยปั๊บนี้โดดเข้าป่า

ไปสักเดี๋ยวทางนี้แน่ใจแล้วว่ามีคนมาข้างหน้า พอปล่อยเข้าไปแล้วก็มาแล้ว เจอแล้วเจอคน นี่ละมันมีความรู้อันหนึ่ง คนก่อนก็แบบเดียวกัน เขาบอกว่าเสือนี่ไม่ใช่มีแต่ทางหูนะ มันมีอะไรของมันความรู้สึกลึกลับอยู่ภายในใจเสือ คนไปนี้เช่นอย่างนายพรานนี้จะทราบไม่ได้เลย แต่เสือทราบได้ เพราะงั้นเราจึงไม่ค่อยเจอเสือกันง่ายๆ นอกจากเขามาสะเปะสะปะ เป็นไปได้อย่างนั้น ถ้าเขาตั้งท่ามานี้ไม่เจอง่ายๆ นี่พูดถึงเรื่องเสือ ทีนี้เสือกับนายพรานคนนี้นะที่ขี่เสือนี่ ไปที่ไหนเสือนี้เหมือนกับหมานะ

บางทีเราไปนั่งอยู่เขามาหาแล้ว บางทีตามรอยเนื้อไป ดักไปเงียบๆ เดี๋ยวมาแล้วตามมาแล้ว เขามาจากไหนไม่รู้ ตามข้างๆ มานี้ ว่าอย่างนั้น แล้วเวลาเรายิงเนื้อนี่ พอเสียงปืนป้างนี่เขาวิ่งปึ๋งเลย ไล่กัด ถ้าหากเนื้อยังไม่ตายเขาไล่กัด ถ้าตายแล้วก็ขึ้นไปนั่งบนหลังมัน เช่นกวาง เช่นหมูนี่ เขาขึ้นไปนั่งบนหลัง พอเสร็จแล้วแล่เนื้อแล้วแบ่งให้เขากิน เขากินอิ่มแล้วเขาไปเลย อย่างนั้นเป็นประจำ ไปที่ไหนจะติดตามไปเงียบๆ นะเสือ นี่นายพรานที่แกขี่เสือ แกบอกว่ามันเหมือนหมาตัวหนึ่งไม่กลัวเลย บางทีเรานอนอยู่กลางคืนไปเที่ยวในป่าไปหายิงเนื้อแล้วกลางคืนนอน พอตื่นมาเขามานอนอยู่ข้างๆ แล้ว เป็นอย่างนั้นแหละ

แล้วทุกวันนี้ล่ะเป็นอย่างไร หยุดหรือยังขี่เสื่อนี่ โอ้ย หยุดแล้ว แกว่าหยุดหลายปีแล้วแหละ แล้วทุกวันนี้กลัวเสือไหม เรื่องกลัวเสือไม่กลัว เสือเขาเคยมาหาไหม ตั้งแต่หยุดวิชาแล้วเขาไม่มานะ ไม่มา แต่ก่อนมาเรื่อย นี่ท่านวันไปศึกษาจากเขามา มาอยู่ด้วยกันมาเล่าให้ฟัง เรื่องวิชาขี่เสือ เขาขี่ได้จริงๆ วิชากล่อมเสือ เรียกให้มาก็มานอนอยู่ ขี่เสือไปไหนๆ ได้สบายๆ เลย นี่เรียกว่าไสยศาสตร์ มันกล่อมใจสัตว์เอง เช่นอย่างเสือก็ไม่โหดร้าย ขี่ไปได้เลย

วิชาของเรานี้พากันเรียนแทบเป็นแทบตาย วิชาขี่เสือคือกิเลส ไม่มีตัวไหนขี่เสือได้เลย มีแต่กิเลสขี่ ขี่แล้วก็ขี้รดด้วย เต็มไปหมด ดูซิตามหลังตามอะไรมันไม่มีแต่ขี้เสือ กิเลสนี้เต็มหลังเราไปหมด พิจารณาซิ เขาขี่เสือได้สบายๆ ไอ้เรามีแต่กิเลสขี่เรา เราไม่ได้ขึ้นขี่กิเลสเลย นั่นแหละมันถึงเป็นทุกข์ กิเลสขี้ใส่ก็เป็นทุกข์ ถ้ามันยิ่งกัดด้วยแล้วตายเลย ฉิบหายเลย ไสยศาสตร์เป็นอย่างนั้นละมีได้ ใครมีวิชาทางไหนเป็นได้ทั้งนั้นแหละ อันนี้เห็นได้ชัดเจนนะ ตาคนที่ว่านี้แกขี่จริงๆ แกบอก นับครั้งนับหนไม่ได้ ขี่เป็นประจำ แกว่าอย่างนั้นนะ ถ้าไปที่ไหนหลงทาง ร่ายมนต์เรียกเสือ พอเสือมาขึ้นขี่เสือให้เสือพาไปส่ง อย่างนั้นก็มี

เสือนี้ก็กำลังวังชาต่างกัน ตาคนนี้แกเล่าให้ฟัง ถ้าเสือหนุ่มขี่ไม่ทน ไปสะเปะสะปะเดี๋ยวพาล้ม ถ้าเสือใหญ่จริงๆ ขี่นี้ทนไปได้ไกล ถ้าเสือเพียงเป็นหนุ่มหรือแตกหนุ่มนี้ขี่ไม่ได้นาน สะเปะสะปะแล้วพาเจ้าของล้ม เสือนี่พาคนล้ม นี่แกเล่าให้ฟัง ถ้าเห็นอย่างนั้นเราก็ปล่อยเสีย ให้มันไปเสีย ไม่ขี่ต่อไป แสดงว่ามันสู้ไม่ไหว ขี่ตัวใหญ่ๆ ตัวใหญ่นี้ขี่ทนทานดี เสือมันมีหลายวัยหลายขนาด เรียกว่าวิชาพวกไสยศาสตร์ พวกไสยศาสตร์เขาทำอย่างเมืองสุรินทร์มากนะ วิชาอย่างนี้มาก ทำวิชาอะไรๆ มากนะ วิชาดักคนฆ่าคนทำอะไรได้ โลกมันมี ปฏิเสธไม่ได้ ค้นไปพบใครก็เจอขึ้นมาอย่างนั้นๆ วิชาอย่างนั้นๆ การอยู่ยงคงกระพันอย่างนี้ ปืนยิงไม่เข้า ยิ่งไม่ออก อย่างนี้มี นั่นเป็นอย่างนั้นแหละ....... ”