พระธรรมเทศนา
โดย
หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
เทศน์อบรมฆราวาส ณ ศาลาวัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน
เมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘
ไปที่ไหนมีแต่วัตถุๆ เรียกว่าศาสนาวัตถุ ...วัตถุเป็นศาสนา ศาสนาธรรม..ธรรมเป็นศาสนาโดยแท้ นั่นมันต่างกัน ก็นี่มันเรียนมาแล้วจึงไม่สงสัย พูดอะไรๆออกไปใครจะมาค้านได้เล่า ก็เรานำเอามาจากของจริง แล้วมาปฏิบัติ ปฏิบัติก็ปฏิบัติตามนั้น เวลาผิดถูกประการใดว่าไปมันก็ถูกตามที่ว่า ไม่ผิดนี่
ครั้งพุทธกาล ท่านมุ่งมั่นต่ออรรถต่อธรรมตลอดมาเลย ท่านไม่สนใจเรื่องการก่อการสร้าง ท่านตำหนิตลอดนะการก่อสร้าง ที่ท่านสอนพระ เวลาพระจะออกไปปฏิบัติกรรมฐาน ท่านว่ามันจะมีก่อสร้างอยู่บ้างเล็กๆน้อยๆ ท่านถึงได้พูดอย่างนั้นว่าไป..ให้หาที่สงัดวิเวกเป็นพื้นฐาน ที่อยู่หลับนอนที่ประกอบความพากเพียรให้อยู่ในที่สงัดนั่น ถ้าเป็นวัดที่มีการก่อสร้าง
อย่าไป ท่านบอกเลยนะว่าอย่าไปวัดใดที่มีการก่อสร้าง ท่านห้ามไม่ให้ไปเที่ยววิเวก
ไม่ให้ไปที่นั่น ให้ไปหาที่ประกอบความพากเพียรในที่สงบสงัด แม้ที่สุดต้นไม้ใหญ่ที่มีดอกมีผล สัตว์นกกาเขามารุมกันก็อย่าไปอยู่ในที่นั้น นั่นท่านบอก และที่ทางขึ้นลง ริมน้ำ ริมคลอง สถานที่ขึ้นลงของหญิงชาย ก็อย่าไปอยู่ ท่านบอกขนาดนั้นนะ ให้ไปหาอยู่ในสถานที่สงบเงียบ แล้วประกอบความเพียร
จิตกับสติให้แนบกันตลอดเวลากิเลสจะไม่กำเริบ แล้วจะมีทางระงับกิเลสได้ ท่านสอนอย่างนั้น ท่านเข้มงวดกวดขันในครั้งพุทธกาล ท่านสอนเพื่อละกิเลสจริงๆ เดี๋ยวนี้นี่มันตรงกันข้าม มันมาเพื่อสั่งสมกิเลส สอนชมเชยไปทางกิเลสไปเสีย ธรรมไม่กล่าวถึง มันเป็นอย่างนั้น มันเลยตรงกันข้ามขนาดเป็นนักปฏิบัติอยู่ร่วมกันก็ตาม ถ้าอยู่หลายองค์จิตใจจะมีลักษณะอย่างหนึ่ง พอดีดตัวออกไปอยู่องค์เดียวจิตใจจะเปลี่ยนไปทันที ยิ่งขยับไปอยู่ในสถานที่น่ากลัวเป็นภัยมีเสือเป็นต้น อย่างนี้แล้วยิ่งจะระมัดระวังตัวให้ดี ความเพียรมีตลอดเวลา เพราะสติรักษาจิตนั่นเอง ท่านให้ไปอยู่ในที่เช่นนั้น ธรรมจะเกิดขึ้นในเวลาที่มีอันตราย หรือสิ่งแวดล้อมน่ากลัว ธรรมจะเกิดในที่เช่นนั้น เพราะสติดีนั่น
ถ้าไปอยู่ในที่เหลิงเจิ้งไปแล้วไม่มีความหมาย สติก็ดี ปัญญาก็ดี กิเลสเอาไปถลุงหมดนั่น
วันนี้เราก็มาดูเสือเฉยๆแหละ มาดูด้วยเมตตาสงสาร มาดูเขานั่นเห็นไหมเขายืนเฉย นั่นเห็นไหม เข้าท่าดีนะ ( เสือชื่อเตโชได้ขึ้นมาที่ศาลา ) มันน่ากลัวอยู่นะ นั่นน่ะ มองไปตัวมันก็วาดลวดลายเป็นเสืออีกด้วยมันก็น่ากลัวซิ ยังแต้มลวดลายขึ้น ว่าเสือมันก็น่ากลัวแล้วยังแต้มลวดลายว่าเสือ มันก็น่ากลัวซินั่น
แปลกดีนะ
( มีผู้ถวายปัจจัย ) บริจาคอะไรกัน...ไม่เอา มาเยี่ยมกันเฉยๆ พวกฝรั่งเป็นอุปฐากเสือแล้วไม่จำเป็น เขาได้อุปฐากดีกว่าเรา เข้าใจไหม นั่นเขาอยู่สบาย เขาได้อุปฐากดี พวกฝรั่งมาเป็นอุปฐากเขา แต่ก่อนเราก็เป็นกังวลเรื่องอาหารเสือนะ เดี่ยวนี้พอมีคนมาดูแลแล้ว เราก็เอาใจเป็นเพียงแค่มาดูเฉยๆ
เขาไม่เคยตบใครต่อใครเลยเหรอ
พระอาจารย์จันทร์ตอบ ไม่เคยครับ
เวลามีแขกคนมา ไม่มีเจ้าของ เขาเป็นอย่างไร
ไม่มีเจ้าของเขาจะฮึดฮัด ครับผม
แต่ไม่มีอะไรนะ แต่คนคงจะไม่กล้าเข้าใกล้ละมัง ถ้าเขาฮึดฮัด
ครับ
ถ้าเขาฮึดฮัด คนยังกล้าเข้าไปก็จะหน้าผากแตกออกมาละซิ ไปกล้าไม่เข้าท่า
ก็เหมือนกับหมาใน บ้านของเรา ถ้าไม่ใช่เจ้าของ มันก็จะเห่าวอดๆ ถ้าพอดีกัดมันกัดเลย อันนี้มันก็ลักษณะเดียวกัน มีเจ้าของมันก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง
สำหรับท่านอาจารย์ตื้อกับเสือนี้ เหมือนว่าท่านเป็นครูเสือนะ ท่านไปอยู่ที่ไหนเสือมักไปรักษา เป็นอย่างนั้นนะ มันเป็นนิสัยวาสนาต่างกัน ท่านอาจารย์ตื้อไปอยู่ที่ไหน เสือจะไปรักษา มันอยู่ใกล้ๆเคียงๆนั่นแหละ หากไม่เข้ามากวน หากได้ยินเสียงเดินมาผ่านมา เฉย อยู่กับคน ที่มันขบขันก็คือ ท่านไปพักอยู่ทางเชียงใหม่นะ ท่านอยู่ในป่า ทีนี้เจ้าคณะจะมาขับไล่ท่าน ว่าท่านอยู่ในป่าเป็นพระจรจัด ท่านก็ร้องบอกเสือว่าค่ำวันนี้เจ้าคณะเขาจะมา แต่ตอนนั้นยังไม่มีไฟฟ้า เขาหิ้วตะเกียงเจ้าพายุสว่างไสวมา ก็บอกว่าตอนค่ำเขาจะมา ท่านก็เรียกเสือ มันคงจะอยู่ใกล้ๆ ไม่ใช่เอาเสือมาประชุมอย่างที่นี้นะ ( ฮา ) ท่านเรียกเสือบอกว่า ค่ำวันนี้เขาจะมาไล่หลวงพ่อนะ สูต้องรักษากูให้ดีนะ เขาจะมาขับไล่หลวงพ่อไป ให้แกมาขับไล่เจ้าคณะซะก่อนนะว่างั้น ไม่ต้องไล่กัดไล่ตะปบอะไรแหละ พอเจ้าคณะเขามาพร้อมกันแล้วก็ให้ เฮอ ขึ้นเท่านั้นเขาก็จะแตกฮือ เขากลัวเสือยิ่งกว่ากลัวเรา ว่างั้น
บอกไว้..อ้าวเป็นจริงๆนะ
มาจริงๆพอตกค่ำเจ้าคณะเขาก็มาจริงๆ เจ้าคณะเขาก็จุดตะเกียงเจ้าพายุหิ้วสว่างไสวมา พอเขาใกล้ๆจะถึงบริเวณท่านอยู่ เสือมันอยู่นั่น นั่นๆ..เสือมันก็ไป เฮอ เฮอ ตรงนั้นที่เขาจะเข้ามา มันก็แตกฮือเลย ตะเกียงเจ้าพายุมันหลุดตกแตกไปหมด เวลากลับไปนี้บุกป่ากลับไป เวลามานี้มาด้วยตะเกียงเจ้าพายุ เวลากลับไปกลัวเสือมากนะซิ เสือขู่ ตะเกียงหลุดไม้หลุดมือ ตั้งแต่วันนั้นหายไป ไม่มาขับไล่อีกเลย เสือขับเท่านั้นพอ ขับเจาคณะ เจ้าคณะกลัวเสือมากยิ่งกว่ากลัวคนนะนั่น
ท่านไปที่ไหนเสือมักติดตาม ท่านมีวิชาหนึ่งอยู่ในจิตของท่านนั่นแหละ เมตตาธรรม ( เสียงนกยูงร้อง ) วิชาที่อยู่ลึกลับของท่านก็มีอีก เสือเคารพท่านมาก ไปที่ไหนเสือตามรักษา ทราบว่าท่านไปถึงแม่ฮ่องสอน เสือยังต้องตามไปอยู่ มันก็แอบตามท่านไปแล้วจนกระทั่งจะถึงแม่ฮ่องสอน คือท่านไม่ใช่เดินไปทีเดียวถึง ท่านจะไปพักเป็นระยะๆ ไปพักที่ใหนมันก็ผ่านมาให้เห็น
เฮ้อ มึงตามกูมาหรือนี่ ท่านว่า เขาเดินผ่านฉากไปฉากมาอยู่นั่นจนกระทั่งจะถึงแม่ฮ่องสอน ท่านบอกเสือตัวนั้นว่า ทีนี้ไม่ต้องมาตามรักษาเราแล้ว ให้กลับถิ่นฐานบ้านเดิมของแก แกเคยอยู่ที่ไหน ให้กลับไปอยู่ที่เก่าเสีย เราจะอยู่สบายของเรา เราไม่มีภัยตลอดไปแล้ว พระไปที่ไหนไม่เป็นภัยกับใคร สิ่งใดก็ไม่เป็นภัยกับพระ เพราะฉะนั้นให้กลับไปเสีย
จากนั้นก็เงียบไป ไม่เห็นอีกเลยว่างั้นนะ เสือ
ท่านให้ขับเจ้าคณะจนหลงทิศไปเลยเห็นไหมล่ะ ตะเกียงเจ้าพายุแตกกระจัดกระจาย หลุดไม้หลุดมือไปหมดเลยนั่นเสือขับเจ้าคณะ เพราะเจ้าคณะจะมาขับครูบาของเสือคือหลวงปู่ตื้อ หลวงปู่ตื้อใช้ลูกศิษย์ของท่านขับเจ้าคณะแตกฮือเป็นอย่างนั้น
พระแต่ละองค์ๆครูอาจารย์มีความสนิทกับสัตว์แปลกๆต่างๆกัน ไม่เหมือนกัน อย่างท่านอาจารย์ฝั้น ทางเสือก็ได้ ทางอะไรได้ทั้งนั้น อย่างท่านอาจารย์ชอบพวกเสือ พวกสัตว์ พวกงู มันเด่นคนละทางๆ ท่านอาจารย์ขาวก็พวกช้าง ไปที่ไหนเหมือนกับเป็นมิตรเป็นสหายกับช้าง ท่านไปไหนไม่มีอะไร อย่างท่านเดินจงกรมอยู่นี้ ทางเชียงใหม่ ท่านเล่าให้ฟังเองนะว่ากำลังเดินจงกรมอยู่ ช้างเป็นช้างป่าซะด้วย ช้างโทนช้างตัวเดียว พอได้ยินเสียงโครมครามๆมา อ้าว
เสียงช้างมาแล้วดูเหมือนว่ากำลังตรงหน้ามาหาเรา ท่านเลยรีบจุดเทียนไปปักไว้ตรงนั้นตรงนี้ ให้ช้างรู้ว่าไฟอยู่ที่นั่นคือคนอยู่ที่นั่น แล้วช้างจะพ่ายไปเอง หนีไป แต่ช้างตัวนี้ไม่เป็นอย่างนั้น พอใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามาอยู่ที่จุดเทียนของท่าน 2-3 เทียน มันก็มาเลย ท่านเล่าให้ฟังว่า ธรรมดามันชนได้นะคนเรา ท่านก็เลยสละเลย ปล่อยเลย เดินจงกรมทีนี้เฉยเลยไม่กลัว มันก็มาหยุดอยู่เหมือนภูเขาทั้งลูก ไม่กระดุกกระดิก หูกาง ท่านก็เดินจงกรมไปมา เขายืนดูตลอดตั้ง 2 ช . ม . กว่า เขาไม่กระดุกกระดิกเลยนะ เหมือนภูเขา ท่านเดินจงกรมไม่สนใจกับเขา พอจากนั้นก็ปึงปัง ๆ กลับเข้าป่าไปหากินตามเดิม ตั้งแต่นั้นไม่มาอีก ท่านว่า
ท่านอาจารย์ขาวกับช้างสนิทกัน
เราก็ไม่มีอะไรมาเยี่ยมเท่านั้นแหละ เอาละ เงินก็ไม่ให้ท่าน ท่านมีฝรั่งเป็นอุปฐากแล้วเสือท่าน เราจึงไม่ให้ เรามาเราห่วงเสือต่างหากกลัวจะบกพร่องขาดแคลน เราไม่ได้ห่วงท่านนะเข้าใจไหมละ ทีนี้พอเสือของท่านสมบูรณ์พูนผลแล้ว เราก็เบาใจ เราไม่ได้ห่วงท่านอยู่แล้วเข้าใจไหม เบาใจละตั้งแต่ท่านไป.... พวกฝรั่งมาดูแลสมบูรณ์พูลผล แต่ก่อนเราเป็นอารมณ์นะต้องคิดต้องจัดในใจเสมอเมื่อจะมาแต่ละครั้งต้องจัดอาหารอะไรมาให้
ให้
ตั้งแต่นั้นมาเราก็ไม่ได้จัด เพราะหายห่วงแล้ว เขาอยู่สบายเห็นไหมนอนอยู่ ( เสือเตโชมานอนเล่นอยู่บนศาลา ) เฉยนะ เขาอยู่นั้น ตัวเดียวเขาก็อยู่สบายนะนั่น เขาไม่เห็นมีอะไรกับใคร ขึ้นมาก็นอนสบาย แปลกอยู่นะ
ชื่อเขาชื่อว่าอะไร
เตโช ครับผม
เตโช..วาโย..
เวลาเขาหายใจธรรมดา เขาไม่ระมัดระวัง เขาหายใจเหมือนแมวหายใจ เสียงดังหอกแหก หอกแหก เสียงลูกคอเขาอันนี้เหมือนกันนะ คือเขาหายใจเขาไม่ระวัง เสียงหายใจลูกคอจะดัง โฮกฮาก โฮกฮาก ถ้าอยู่ไกลๆหน่อยเหมือนคนคุยกันพึมพำพึมพำ ถ้าใกล้เข้ามาเป็นเสียงลูกคอดัง โฮกฮาก โฮกฮาก... ผ่านไป แต่พอมีอะไรปั๊บ เสียงนี้จะหายเงียบเลย เสียงลูกคอจะหายเงียบเลย เรานั่งภาวนานี้เขามานั่งข้างๆนะ เขาจะหายใจ โฮกฮาก โฮกฮาก..ผ่านไป เราก็รู้ว่าลมหายใจเสือ เสือหายใจ แต่เขาไปตามภาษาเขา เขาไม่ได้มายุ่งกับเรา เขามานี้ผ่านไปเลย แสดงว่าเขาไปตามทางของเขา ถ้าเขาวกวนอยู่นี้ แสดงว่าเขามั่นใจกับเรา ถ้าเขาทำ เขาจะทำ แต่นี่ไม่มี ไปอยู่ที่ไหนก็เหมือนกัน ผ่านไปผ่านมา เราพักอยู่ในป่าไม่เคยกวนเรานะ..ไม่มี อันนี้มีเสมอที่ผ่านไปผ่านมา เขาอาจจะดูเราอยู่ก็ได้ เวลาเราเดินจงกรมนะ เขาไม่มาแสดงตัว เราเดินจงกรมกลางค่ำกลางคืน เขาอาจจะดูเราอยู่ก็ได้ แต่เขารู้ว่าคนนะซิ เขาไม่กล้าหรอกเรื่องคน ..
ในครั้งพุทธกาลมีในตำราว่า เสือกับพระสององค์นะในตำรามี องค์หนึ่งโดนกินไปแล้วเรียกหาเพื่อน ( ไปด้วยกัน 2 องค์ ) ร้องหาเพื่อน เพื่อนก็เลยว่า เฮ้อเป็นกรรมของท่าน อีกองค์หนึ่งไม่ได้ว่าไง แต่พระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยญาณว่า องค์นั้นสำเร็จในปากเสือ เวลาเสืองับจะกิน ก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์ขึ้นมาในปากเสือ อันนี้มันขึ้นอยู่กับภูมิธรรม ภูมิธรรมที่สำเร็จในปากเสือนี้ ภูมินี้จะไม่กล้าไม่กลัวกับอะไร พิจารณาเป็นธาตุทั้งหมด จิตอยู่ในขั้นนี้จะไม่มีคำว่ากลัวอะไร..เป็นธรรมทั้งหมดเลยนี่ นับตั้งแต่เสือกินนี้ ท่านก็ไม่ได้ว่าเสือเป็นภัยต่อท่านนะ ท่านจะพิจารณาเป็นธรรม ท่านจึงสำเร็จในขณะนั้น พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า เธอสำเร็จในปากเสือองค์นี้นะ คือพระญาณหยั่งทราบทันที ส่วนองค์ที่บอกว่า กรรมของท่าน เสวยกรรมของท่าน องค์นั้นไม่ได้บอกว่าได้มรรคได้ผลอะไร แต่องค์ที่สำเร็จในปากเสือ นี่แหละธรรมขั้นนี้ ขั้นที่จะไปอยู่แล้วจึงไม่มีอะไรเป็นภัย เป็นธรรมทั้งหมด เสือมางับนี่ปั๊บ ก็ไม่ได้ว่าเสือเป็นภัยแก่เรา พิจารณาเป็นธรรมไปหมดพุ่งเลย
ธรรมมันเป็นขั้นเป็นขั้นเคยเล่าให้ฟังแล้ว ธรรมขั้นใดขั้นใดก็เป็นไปตามนั้น พิจารณา ๆ ตั้งแต่เรื่อง เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ ทะลุถึง.. นี่เป็นทางเดินเพื่อพระนิพพาน พิจารณาตั้งแต่นี่เป็นพื้น ๆ ก้าวเดินทีแรกก็สอน เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ ให้เป็นทางก้าวเดินเบื้องต้น เดินผ่านไป ทีนี้พอเดินผ่านเหมือนเป็นทางเดิน พอเดินผ่านมาเรื่อย ๆ เดินไปถึงนี้ก็ เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ ปลอบใจให้สงบ
พอใจสงบแล้ว เอาเกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ มาเป็นอารมณ์ของวิปัสสนา พิจารณาเป็น อสุภะ อสุภัง ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ในพวกเกศา โลมา นขา ทันตา ตโจนี้ จนกระทั่งหมดรูปธรรมทั้งหมดนี้ จิตผ่านหมดแล้ว ทีนี้เรื่องอสุภะ อสุภัง ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ในร่างกายนี้..หมด นี้เรียกว่าจิตผ่านแล้ว ผ่านอันนี้แล้ว ทีนี้พิจารณาอย่างนี้ไม่ได้ ผ่านหมด ผ่านหมด คือเหมือนเราเดินจากนี้ผ่านไปหมดแล้ว ทางนี้ก็เป็นทางอยู่ตามเดิม เราปล่อยไปแล้ว ผ่านไปแล้ว กฎอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พอถึงขั้นนี้ ก็ผ่านมา ผ่านมา ผ่านจากนี้ไป อารมณ์อื่นขึ้นมาใหม่ เป็นอารมณ์นามธรรมล้วนๆ ทีนี้ไม่มีรูปธรรมเข้าเจือปน อารมณ์นามธรรมล้วน ๆ ส่วนมากก็มีอนิจจัง อนัตตา หรือทุกขัง อนิจจัง อนัตตา เฉพาะนามธรรม เอานี้เป็นอารมณ์ของจิต เกิดดับ เกิดดับ เกิดดับ ไม่ได้เอาร่างกายเข้ามาพิจารณา ร่างกายหมด อสุภะ อสุภังก็หมด ราคะ ตัณหาหมดในขั้นนี้ จากนี้แล้ว..หมด อสุภะ อสุภังไม่มี ผ่านขึ้นไปถึงนามธรรมๆ ไม่มีรูปเข้าไปเจือปน
พิจารณาเรื่องอารมณ์ของจิตที่เกิดขึ้นดับไป เกิดขึ้นดับไป สังขารปรุงแล้วดับ สัญญาอารมณ์หมายอะไรแล้วดับ แล้วดับ เข้าอยู่ภายในกับจิตนั่นแหละ เกิดดับ เกิดดับ เกิดดับ อยู่ที่จิต จิตนี่พิจารณาขึ้นไปอย่างนั้น พอเข้าถึงขั้นแล้ว เรื่องนามธรรมทั้งหลายที่เป็นทางเดินเข้าไปหาจิต พอก้าวเข้าถึงจิต อวิชชาอยู่ในจิต เข้าถึงอวิชชา ถอนอวิชชาพรวดออกมา อาการเหล่านี้ก็หมดอีก นั่น ... ว่าไง อะไรเป็นกรรมฐานทีนี้ นั่น..กรรมฐานทั้งหมดเป็นทางก้าวเดินเพื่อพระนิพพาน พอจิตผ่านไป ๆ มันรู้ในหัวใจของผู้ปฏิบัตินะ ตั้งแต่เกศา โลมา ทีแรกก็เอาเป็นอารมณ์ ให้จิตสงบกับอารมณ์เหล่านี้ พิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ให้จิตสงบ พอจิตสงบพอสมควรแล้วจะออกทางด้านวิปัสสนา อาการทั้ง 5 นี้แยกให้เป็นทางวิปัสสนาไปอีกนะ เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ พิจารณาแยกแยะเป็นทางปัญญาผ่านเข้าไปทะลุปรุโปร่งถึง อสุภะ อสุภัง ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ข้ามไปเลย ราคะ ตัณหาหมดในระยะวัตถุ วัตถุธรรมนี้หมด พออันนี้ไปแล้วก็ไม่มี อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเกี่ยวกับรูปนี้ไม่มี ทีนี้ก็มีเฉพาะอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่เกี่ยวกับอารมณ์ของจิต อารมณ์ของธรรมเกิดขึ้น เกิดขึ้น เกิดขึ้น สุดท้ายก็เลยไม่คำนึงถึงว่าอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาหรือไม่ มันเห็นเกิดดับ เกิดดับ มันรู้กันเลย ย่นเข้าไป ย่นเข้าไป เกิดออกมาที่ไหน มันก็ดับลงไปที่นั่น ดีก็เกิดแล้วดับ ชั่วก็เกิดแล้วดับ ออกไปจากไหน ออกไปจากใจนี้ ไล่เข้าไป ไล่เข้าไป จนไปถึงต้นตอมันที่ให้เกิดความดีและความชั่วนั่นแล้ว...อวิชชาอยู่ที่นั่น ถอนอวิชชาปุ๊บไปหมดไม่มีอะไรเหลือเลยทีนี้ รูปธรรมหมด นามธรรมหมด ไม่มีอะไรที่จะให้พิจารณาว่าจะเป็นทางเดินเพื่ออะไรอีก ฟังให้ดีนะผู้ปฏิบัตินะ นี่รียกว่าสิ้นทางเดินนั้น ... ถึงพระนิพพานแล้ว
เพราะฉะนั้นถึงว่าใครจะว่านิพพานเป็นอัตตาบ้าง อนัตตาบ้าง พูดตรงกลางออกไปเลยว่านิพพานคือนิพพาน ฟาดขาดสะบั้นไปเลย ความจริงเป็นอย่างนี้ พอถึงนั้นแล้ว อัตตา อนัตตาหมดปัญหาไปเลย เพราะเป็นทางเดินทั้งหมด ทีนี้คำว่า อารมณ์กรรมฐาน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จิตที่สิ้นสุดลงไปแล้ว กรรมฐานไม่มี เข้าใจไหม หมดกรรมฐาน จิตไม่ได้อยู่กับกรรมฐาน กรรมฐานนี้เป็นสมมุติ จิตนั้นเป็นวิมุตติหลุดพ้นแล้ว เป็นนิพพาน ไม่เป็นกรรมฐาน
อย่างพระอรหันต์ท่านอยู่นี่เหมือนกัน จะพูดว่า พระอรหันต์ท่านไม่มีกรรมฐาน .. ไม่ผิด เพราะท่านไม่สนใจในกรรมฐานอะไรเลย นั่นเป็นทางเดิน ๆ เพราะเข้าถึงที่แล้ว นิพพานคือวิมุตติ..นั่น เหล่านี้เป็นสมมุติทั้งมวล ปล่อยวางไปคนละฝั่งละฝั่ง นิพพานคือวิมุติ พ้นไปแล้ว ท่านจึงไม่มีกรรมฐาน ท่านไม่ได้พิจารณากรรมฐานเพื่อละนั่นปล่อยนี่เหมือนเรา ฟังซิ..คำนี้ท่านทั้งหลายเคยได้ยินไหม วันนี้เปิดออกมาให้ทราบเสีย พระอรหันต์ไม่มีกรรมฐาน ผ่านไปหมดแล้ว มีแต่ความบริสุทธิ์วิมุติ จิตวิมุตินั้นพ้นไปจากสมมุติทั้งมวล เรื่องสังขารร่างกายนี้เป็นสมมุติทั้งหมด จิตนี้เป็นเอกเทศอันหนึ่ง เป็นวิมุติล้วน ๆ แล้วเป็นธรรมธาตุจึงไม่มีกรรมฐานใดเข้าไปเกี่ยวข้องเพราะเป็นสมมุติทั้งมวล สิ่งเหล่านี้ .. นั่น นั่นหละ เมื่อถึงขั้นนี้แล้วกรรมฐานอะไรจึงไม่มี ไม่มี ไม่มี
อย่างเรามาถึงบ้านถึงนี่แล้วหนทางก็ไม่มี ไม่มีเป็นอารมณ์ของเรา เราไม่ได้เดินทาง เรามานั่งอยู่นี่แล้ว ทางก็เป็นทางเข้ามา ทางก็เพื่อคนอื่นเขาเดินต่อไป ที่เขาต้องการจะไปจะมา ก็ให้เขาเดินต่อไป พูดถึงแล้วก็ไม่มีอะไรจำเป็น การพิจารณาดังวิหารธรรมเป็นวิหารธรรมระหว่างกายกับจิตที่อยู่ด้วยกันนี้ ท่านพักขันธ์ เรื่องคิด เรื่องปรุง เรื่องสมมุติ เรื่องขันธ์มีอยู่แล้ว ความคิดความปรุงเกี่ยวกับสมมุตินิยมมันต้องมี ท่านต้องมีเวลาพักของท่าน ท่านรู้เองอันนี้ พอถึงวาระที่จะพักของท่าน เรียกว่า ท่านระงับขันธ์ พอกำหนดปั๊บลงไป เหล่านี้ดับหมดเลย ไม่มีอะไร เหลือแต่เวิ้งว้าง สุญญโตโลกัง เวคสุข โลกว่างไปหมดเลย ไม่มีอะไร นั่น .. นั่นแหละท่านพักขันธ์ คือธาตุขันธ์ที่คิดยิบ ๆ แย๊บ ๆ กวนให้รู้นั้นรู้นี่อยู่ตลอด..เวลานี้ดับ เวลานั้น..เฉพาะอย่างที่ดับสังขาร..ดับ ไม่คิดไม่ปรุง..หมด ท่านเรียกระงับขันธ์ พอปล่อยทางขันธ์นี้ออกเดิน ความคิดนั้นคิดนี้ ปรุงนั้นปรุงนี้ เหมือนเราทั้งหลาย ไปที่นั่น เขาเห็น เราเห็น พระพุทธเจ้าก็เห็น พระสาวกก็เห็น คนปุถุชนมีกิเลสอยู่ก็เห็น ก็รู้ ก็ได้ยินเหมือนกัน นี่เป็นแต่เพียงว่า ท่านไม่ติด เป็นแต่เพียงสัมผัสสัมพันธ์ผ่านไปเฉย ๆ มันต่างกันเท่านั้นแหละ นี่เห็นไหมล่ะ
คำว่ากรรมฐาน ๆ นึกว่าจะติดไปตลอด ไม่ได้ติดนะ นี่ขั้นเดินทางเรียกว่ากรรมฐาน ตั้งแต่ เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ รูปธรรม จากนั้นก็เป็นนามธรรมอยู่ภายในจิต เกิดดับ เกิดดับ ดีชั่วเกิดดับ เป็นนามธรรม จะเรียกว่ากรรมฐานที่ตั้งของงานก็ได้ เพราะกรรมฐานแปลว่าที่ตั้งของงาน งานแก้กิเลสหรือที่ตั้งของงาน เป็นวิหารธรรมก็ได้..นั่น อยู่สะดวกสบายเวลาที่ขันธ์มีอยู่ กิริยาอาการของโลกเขาเป็นอย่างไร ขันธ์ก็แสดงตามธรรมดา เป็นแต่เพียงท่านไม่ติด มันต่างกันเท่านั้น การรักษาสมมุตินิยมก็รักษาตามเพศตามวัยของท่าน เพียงแต่ทุก ๆ อย่างท่านรักษาเพียงเป็นกิริยาของขันธ์ที่อยู่กับโลก อยู่กับสมมุติเท่านั้น ส่วนวิมุตินั้นผ่านกันไปแล้วเรียบร้อยไม่มีปัญหาอะไรเลย ขันธ์ก็ปฏิบัติต่อขันธ์ จนกระทั่งถึงอายุขัยผ่านไปแล้วทุกอย่างก็ดับโดยสิ้นเชิง อนุปาทิเสสนิพพาน ดับเพียบหมด ไม่มีอะไรเหลือ นั่นแหละ ทีนี้นิพพานเที่ยง..ไม่เที่ยง ความสุขขนาดไหนจะให้เลยพระนิพพานไม่มีในโลกนี้
เอาหละก็มีเท่านี้แหละนะที่คุยวันนี้นะ แต่ไม่ธรรมดานะวันนี้ เป็นธรรมะประเภทหนึ่ง ซึ่งไม่มีใครพูดนะธรรมนี้ เป็นหลักธรรมชาติของพระอรหันต์ ท่านเป็นอย่างนั้นแต่ท่านไม่พูด พูดไม่พูดก็ไม่เห็นมีอะไรกับท่านเลย นอกจากท่านพูดให้ประชาชนที่เขาพิจารณา...จะไปถึงนั้นแล้วก็รู้เองด้วยกัน เหมือนกันนั่นแหละ...
เออ
เราระลึกได้ทีหลังนะ ตอนนั้นเราคิดถึงแต่เสือ เสือเองใหญ่กว่าท่านจันทร์ เสือครอบหมด ว่าเสือสมบูรณ์แล้วว่างั้นนะ...เราไม่เป็นกังวล แต่ท่านจันทร์สมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ เราเลยไม่คิด..เข้าใจไหม ทีนี้มาคิดแล้ว สมบูรณ์นั้นมันเสือสมบูรณ์ต่างหาก ท่านจันทร์ไม่ได้สมบูรณ์ เหมือนเราๆท่านๆนี่แหละ อ้าว
ใครจะบริจาคก็บริจาคซะ ( เสียงสาธุของญาติโยม ) เอางั้นซิ..ดูแต่เสือ ไม่ดูคนผู้เป็นเจ้าของเสือ ใช้ไม่ได้
พวกเราบกพร่อง เอ้าให้มันสมบูรณ์เสียทีนี้ ให้ดูเสือสมบูรณ์ด้วย ให้ดูพระสมบูรณ์ด้วยซิ ไอ้เยี่ยม
เอาปัจจัยมอบให้ท่านสัก 10,000 เราไม่ให้มาก เราก็จนเหมือนกัน ถ้าเรามีเราจะโปรยให้ทั้งรถเลยนะ นี่เราก็ไม่มี อ้าวเอามา
เราจะให้เขาเอามาอีก 10,000 เลยล่ะเอามาไว้ที่นี่ เอามาเป็นที่ระลึกที่เรามา ไปย้ำอีก..ไปบอกให้เอามาทั้งกระเป๋าเลย บอกให้เพิ่มอีก 10,000 เป็น 20,000 ให้เป็นที่ระลึกที่เรามา เสืออิ่มท้อง
พระหิว
ใช้ไม่ได้ ใครจะเป็นเจ้าของรักษาเสือ เมื่อเจ้าของหิวตายไปแล้ว เสือก็ไม่มีผู้ให้กินละนั่นหล่ะ เลยต้องรักษาเจ้าของเอาไว้ เพื่อเสือจะได้กิน ( หลวงตาหัวเราะชอบใจ ) เอ้า..มาได้ทุกคน แบ่งสัดแบ่งส่วนได้ทุกคน มาช่วยเสือ
ช่วยคน
ช่วยพระ นั่นเห็นไหมล่ะ วันนี้เรามาหาบุญให้ได้บ้าง ติดเนื้อติดตัวกลับไป การบริจาคทานเป็นบุญ เราก็ได้บุญจากการบริจาคทาน เสียหายที่ไหน นี่ให้ระวังให้ดีนะ บทสุดท้ายยังมีนะ ให้ระวังนะหล่ะ ให้ระวังกระเป๋าด้วยนะ ลองนับดูได้เท่าไร เราตั้งให้เป็น 20,000 แล้วดู
ให้ได้เป็น 30,000 แล้วเปิดประตูไล่ลงไปเลย ให้ได้ 30,000 นะ หัวหน้าพามาบริจาค บริษัทบริวารก็ได้บุญด้วยกันซิ นับๆเงินให้เรียบร้อย จากนี้เราก็ไปละ จะบอกให้เดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนา มันขวางอยู่นั่นแหละ ถ้าบอกไปดูสัตว์ตัวนั้นสัตว์ตัวนี้ ไม่บอกเขาก็ดูอยู่แล้ว เราก็ไม่ทราบจะบอกว่าอะไร เออ
เท่านั้นแหละ ผมลาละ กลับละ เราจะไม่ให้พรละ เพราะต่างคนต่างบริจาค หลวงตาก็บริจาค ถ้าให้พร ต้องให้พรหลวงตาด้วยซิ ถ้าไม่ให้พร หลวงตาก็ไม่ให้ ไม่งั้นเราขาดทุน คนอื่นได้กำไร ไม่เอา มาด้วยกันขาดทุนด้วยกัน ได้กำไรด้วยกัน อย่างนี้ถึงจะถูก ให้นับเสียก่อนได้เท่าไรตายตัว อย่าด่วนไป ปิดประตูให้ดี ให้นับเสร็จเสียก่อนได้เท่าไรจึงเปิดประตูให้ ไม่ไปก็จะไล่ลงละทีนี้ได้เงินแล้วไม่ให้อยู่เข้าใจไหม ( รวมยอดเงินได้ 33,120 บาท ) .. พอใจ พอใจ พอดี.. ไม่ไล่ไม่ขับ ใครอยากลงก็ลง ใครอยากขึ้นก็ขึ้นบนหลังคา เราจะไปละทีนี้ ผมไปละ